Home » Articles posted by Randy Reynolds

Author Archives: Randy Reynolds

MTB ปลุกเสือมาลุยทุกที่ที่มีทาง

MTB เป็นชื่อย่อเรียกกันสั้นของจักรยานเสือภูเขา หรือเมาเท่นไบค์ (Mountain Bike) เอ่ยชื่อนี้ใคร ๆ ก็ย่อมรู้จักเป็นแน่แท้ ด้วยในยุคสมัยหนึ่งก่อนหน้าเมื่อไม่นานเป็นจักรยานที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง แต่แล้วจู่ ๆ ก็ถูกกระแสอันร้อนแรงของจักรยานทางเรียบหรือเสือหมอบเบียดตกขอบจนเกือบจะไม่ได้รับความสนใจ ทั้ง ๆ ที่สมรรถนะการใช้งานนั้นกว้างขวางกว่าจักรยานทางเรียบที่จำกัดอยู่เพียงแค่ทางเรียบ แต่ MTB นั้นสามารถบุกตะลุยไปได้เกือบทุกที่ที่มีทาง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีรูปแบบอันหลายหลากประเภทให้ได้เล่นในเชิงกีฬาเอ็กซ์ตรีม ด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากให้คนพันธุ์เอ็กซ์รุ่นใหม่มองข้ามจักรยานสายพันธุ์ลุยรูปแบบนี้ไป

ทำไมเมาเท่นไบค์จึงลุยได้ทุกที่

คำตอบอยู่ที่การออกแบบดีไซค์ให้เป็นจักรยานสายพันธุ์ลุย โครงสร้างต่าง ๆ โดยภาพรวมจึงแตกต่างจากจักรยานประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากตัวถังหรือบอดี้บึกบึนแข็งแกร่ง มีระบบกันสะเทือนหน้าไว้รองรับแรงกระแทกแทนตะเกียบหน้า บางประเภทก็มีกันสะเทือนหลังที่เฟรมโดยเฉพาะ MTB ประเภทดาวฮิลล์ ขอบล้อและยางมีขนาดใหญ่ ดอกยางจะมีร่องลึก เบรกประสิทธิภาพสูง อัตราทดเกียร์ที่ต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละประเภท ซึ่งปัจจุบันสามารถแยกย่อยออกไปร่วม 10 กว่าประเภทเลยทีเดียว ตามจุดประสงค์และความเหมาะสมในแต่ภูมิภาค แต่ที่ใคร่แนะนำให้รู้จักกัน ขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ขับท่องเที่ยวและเอามันด้วย หรือถ้าจะลงสนามก็พอไหว และประเภทฮาร์ทคอร์สำหรับกีฬาเอ็กซ์ตรีม

MTB ประเภทไหนอยู่ที่ใจของคุณ

กลุ่มแรกคือ MTB “ครอสคันทรี” (Cross-Country Bikes) เป็นประเภทที่เราพบเห็นกันชินตา และอาจกล่าวได้ว่ามันคือภาพลักษณ์ของ MTB ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก มุ่งเน้นให้มีน้ำหนักที่เบาขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะลุยได้ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่ามันคือลูกผสม ในยุคแรกจึงใช้ตะเกียบต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้ระบบกันสะเทือนหน้าหรือโช้ค เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ที่เส้นทางก้ำกึ่งได้ดี เช่น ทางลูกรังมีลุ่มบางประปราย แต่ถ้าอยากเพิ่มดีกรีขึ้นมาอีกก็ต้อง “เทลไบค์” (trail Bikes), ที่มาพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าและหลัง ให้ลุยไปได้ทุกที่ที่มีทางแม้เส้นทาง

ส่วนกลุ่มที่สอง นี้ละใช่เลยเอ็กซ์ตรีมพันธุ์แท้ “เอ็นดูโร่” (Enduro) หรือ “ออลเมาเท่น” (All-Mountain Bikes), ฟรีไรด์ และดาวฮิลล์ (Downhill)  MTB ทั้ง 3 ประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อการลุยในทางวิบากอย่างแท้จริง บางครั้งแม้ไม่เป็นทางก็ไปได้ กับการออกแบบเฟรมที่แกร่ง ระบบกันสะเทือนหน้าและหลังที่ยาวจึงสามารถซับแรงกระแทกได้ดี มันจึงเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่งยวดสำหรับเหล่าสาวกสายพันธุ์เอ็กซ์ อย่างไรก็ตามประเภทหลังสุดอาจมีข้อด้อยในการขับขี่ในทางทั่วไปโดยเฉพาะยามที่ต้องปั่นขึ้นเขา แต่หากลงเขามันกินขาดซึ่งชื่อของมันการันตีได้

เงินทองก็ปั่นได้ ไม่ยากด้วย

แม้ว่า MTB อาจจะไม่เหมาะกับคนทุกคนที่จะให้ได้ลองเล่นได้ แต่กับการปั่นกระแสเงินสดนั้นสามารถทำได้ทุกคนผ่านเว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ที่ส่งตรงถึงมือคุณ กับทางเลือกที่สะดวกสบายและเลือกกีฬารวมถึงรูปแบบการวางเดิมพันได้อย่างหลากหลายกว่า เพิ่มโอกาสให้คุณปั่นเงินใช้ได้ง่ายขึ้นจริง ๆ

คราวนี้ก็ถึงคราวที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกแบบไหน ให้ถามใจดูกันเอาเอง เพราะในโลกนี้ย่อมไม่มีอะไรดีสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง MTB ก็เช่นกัน

ปีนผา เกมส์กีฬาท้าความสูง ที่แลกมาด้วยความภูมิใจ

เชื่อว่ามีหลายคนยามที่ชะเง้อมองแผ่นผามักหวนคิดอยู่ในใจใคร่ต้องการปีนป่ายขึ้นไปสำรวจ ความคิดนี้ไม่ผิดเพราะเชื่อเหลือเกินว่านี่แหละคือคำตอบที่เหล่านักปีนผาคิดก่อนจะผันตัวเองทำตามความคิดฝัน กระนั้นทุกอย่างใช่ว่ามันจะง่ายดายไม่หากเราไม่หัดที่จะไปเรียนรู้ฝึกฝนก่อนขึ้นไปปีนป่ายอยู่เหนือแผ่นผา ซึ่งการปีนผาในบ้านเราทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมถึงด้วยมีสถานที่ให้เลือกเรียนอยู่มากมายหลายแห่งด้วยกัน

รู้จักกับกีฬาปีนผา?

กีฬาปีนผาหรือ Rock Climbing เป็นกีฬาที่มีจุดประสงค์ไม่ซับซ้อนอะไรมากนัก เป็นเพียงการนำพาตัวเองไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้โดยไม่ตกหรือร่วงลงมา หลายคนอาจคิดว่าเป็นการพิชิตจุดที่สูงที่สุดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เสมอไป เพราะจุดหมายที่กำหนดอาจเป็นแนวขวางก็เป็นได้ ดังนั้นภายใต้ความเรียบง่ายมันกลับเต็มไปด้วยหนทางหรือวิธีที่ซับซ้อนให้ต้องฝ่าฟันเพื่อไปให้ถึง ด้วยมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งด้านกายภาพของแผ่นผา เส้นทางที่กำหนด รวมถึงมีร่างกาย จิตใจ สมาธิ ปัญญา เวลา ซึ่งการที่จะทำเยี่ยงนั้นได้สมปรารถนาจำต้องผ่านการฝึกฝนสมควร สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ของกีฬาปีนผาที่หลายคนหลงใหล เพราะมันหาใช่การพิชิตความสูงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามหากเล่นเพื่อสนุกสนานหรือเพื่อออกกำลังกาย เราไม่จำเป็นต้องซีเรียสถึงขนาดนั้น เอาแบบที่นิยมกันอยู่คือการปีนแบบ Sport climbing และ Bouldering ซึ่งทั้งสองแบบมีความท้าทายและความสนุกที่แตกต่างกัน กล่าวคือแบบแรกจะปีนแบบใช้เชือกและอุปกรณ์ป้องกันไปตามรูทหรือเส้นทางที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีมุดตอกให้สามารถนำคลิปไว้คล้องเชือกขึ้นไปได้ ส่วนข้างล่างก็จะมีคนที่คอยทำหน้าบีเลเยอร์ (Belayer) หรือผู้ควบคุมเชือกคอยทำหน้าที่เซฟยามที่นักปีนตกหรือร่วงลงมา รวมถึงคอยให้คำแนะนำการปีนสำหรับมือใหม่ที่อาจมองทางปีนไม่ออก

ส่วนการปีนแบบ Bouldering นั้นจะเป็นการปีนโดยไม่ใช้เส้นเชือก เข็มขัดหรือ Harness และอุปกรณ์ใด ๆ พูดง่าย ๆ เป็นการปีนมือเปล่า ด้วยเป็นการปีนในระดับที่ต่ำ ๆ แต่เส้นทางกลับยากเต็มไปด้วยความท้าทาย หากตกหรือร่วงลงมาก็ไม่เป็นอันตรายด้วยจะมีเบาะไว้คอยรองรับซับแรงกระแทก

ปลายทางนักปีนในบ้านเรา

การปีนผาทั้งสองแบบในบ้านเรานั้นนับว่าเปิดกว้างมากทีเดียว ด้วยมีทางเลือกให้สามารถเลือกปีนกันได้ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบเอาท์ดอร์หรือกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติอยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั้งภาคเหนือ เช่น “ผาม้าพยศ” เชียงใหม่ และ “ผากิ่วลม” ลำปาง ลงใต้ไปก็มี “อ่าวไร่เล” กระบี่ เมกะของการปีนผากลางแจ้งที่มีชื่อเสียงในหมู่นักปีนผาทั้งชาวไทยและเทศ ใกล้ ๆ กรุงสักหน่อยก็อยู่ที่สระบุรี มีชื่อว่า “น้ำผาป่าใหญ่แคมป์” นอกจากนี้ก็จะมีหน้าผาที่ไม่เป็นทางการที่เหล่านักปีนผามักจะนัดรวมตัวกันไปทำกิจกรรมแบบเฉพาะกิจอีกมากมายหลายแห่ง

ส่วนการปีนผาในร่มหรือแบบอินดอร์นั้นก็มียิมปีนผาจำลองให้เลือกอยู่หลายแห่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นับกันเฉพาะภายในกรุงเทพฯ ที่โด่งดังก็มีอยู่ร่วม 10 แห่ง

ยิ่งสูงยิ่งต้องเสี่ยง ยิ่งเพิ่มโอกาสรวย

คุณรู้ไหมว่านอกจากการปีนผาแล้ว ในวงการพนันออนไลน์ก็นับว่าเป็นอีกช่องทางที่ผู้คนเริ่มนิยมกันเข้ามาเล่นสูงขึ้น ทั้งความสะดวกสบาย การเล่นได้ทุกที่ และยังสะดวกสบายทั้งจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนก็ได้ แถมในยุคนี้เปิดโอกาสให้คุณได้ลองวางเดิมพันได้อย่างหลากหลายกีฬา ไม่ใช่แค่ฟุตบอลที่คุณคุ้นเคยอีกต่อไป เรียกได้ว่าเล่นง่าย ไม่เสี่ยง และจ่ายจริง

กีฬาปีนผาในบ้านเราทุกวันนี้จึงไม่ได้เป็นกีฬาอันตรายและจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น เราสามารถเลือกเล่นกันได้แล้วแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะสนุกสนานกันแล้วยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอีกด้วยเช่นกัน

“เวคบอร์ด” นาฏลีลาเหนือผิวน้ำ

วิวัฒนาการของกีฬานั้นไม่เคยที่จะหยุดนิ่ง นำไปสู่กีฬารูปแบบใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาประเภทเอ็กซ์ตรีมด้วยแล้วดูเหมือนจะไร้กรอบข้อจำกัดมาขวางกัน “เวคบอร์ด” (Wakeboard) เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทหนึ่งที่วิวัฒนาการมาจากการผสานทักษะกีฬาเอ็กซ์ตรีมหลายประเภทเข้าด้วยกัน หลักใหญ่คือ เซิร์ฟบอร์ดหรือกระดานโต้คลื่นและสกีน้ำ โดยผู้เล่นต้องขึ้นไปยืนทรงตัวบนบอร์ดแล้วถูกดึงโดยเชือกหรือเคเบิ้ลจนเป็นที่มาของอีกนิยามเรียกว่า “เคเบิ้ลสกี” พร้อมลีลาผาดโผนไม่ต่างจากการร่ายรำเหนือผิวน้ำ

พัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่ง

จากจุดเริ่มที่ใช้เพียงเรือลากแผ่นเซิร์ฟในยุคเริ่มแรกจนมาถึงปัจจุบันมันได้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนามาจนเป็นเวคบอร์ดเช่นที่เล่นกันในทุกวันนี้อยู่ไม่น้อย ทั้งที่เคยลากกับเรือโต้เกลียวคลื่น เพิ่มทางเลือกด้วยการใช้มอเตอร์ลากรอกสลิงที่ขึงยึดกับทาวเวอร์ เพิ่มความท้าทายในเล่นลีลาผาดโผนด้วยแรมป์หรือจุดกระโดดรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาแทนการที่การคลื่นจากท้ายเรือ จึงเหมาะกับฝึกและเล่นในรูปแบบไลฟ์สไตล์ ด้วยสถานที่ดังกล่าวจะตั้งอยู่บริเวณบึงหรือทะเลสาบที่ค่อนข้างดูแลความปลอดภัยได้ง่ายกว่าการเล่นในทะเลเปิด

ส่วนรูปทรงแผ่นเซิร์ฟบอร์ดก็มีหลากรูปแบบให้ผู้เล่นได้เลือกตามความเหมาะสมกับทักษะ เช่น “นีบอร์ด” (Knee Board) บอร์ดแบบนั่งคุกเข่า เหมาะใช้การเริ่มฝึกเพื่อทรงตัวบนน้ำและให้เคยชินกับแรงดึงของสายเคเบิ้ล “เวคบอร์ด” (Wake Board) ใช้ยืนเล่นที่มีรองเท้าติดกับบอร์ด และ “เวคสเก็ต” (Wake Skate) เป็นบอร์ดที่มีพื้นกระดาษทรายคล้ายพื้นของสเก็ตบอร์ด ผู้เล่นจึงต้องใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อช่วยให้รองเท้ายึดกับบอร์ดได้ อีกทั้งสามารถเล่นทางผาดโผนได้สะดวกกว่า อย่างไรก็ตามเวคสเก็ตค่อนข้างเล่นยากจึงเหมาะสำหรับมือโปรจริง ๆ  

 การฝึกและการเล่น

ในการเล่นเวคบอร์ดนั้นค่อนข้างเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกายอยู่ไม่น้อย ดังนั้นก่อนจะผันมาเล่นก็ควรไปเข้ายิมหรือออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายได้รับรู้และเคยชินกับการออกแรงเสียก่อนบ้าง ใช่ว่านึกอยากจะเล่นขึ้นมาก็กระโดดลงเล่นได้เลย เช่น กล้ามเนื้อส่วนแขนที่ต้องพบเจอกับแรงฉุดกระชากจากเคเบิ้ล ส่วนกล้ามเนื้อขาที่ยึดกับบอร์ดก็ต้องเจอกับแรงต้านของกระแสน้ำตลอดจนควบคุมบังคับทิศทางของบอร์ด ได้ยินได้ฟังอย่างนี้แล้วหลายคนอาจถึงกับเมินหน้าหนีไปเสียก่อน โดยเฉพาะสาว ๆ ขอบอกว่าเวคบอร์ดนั้นสามารถเล่นกันได้ผู้ชายและผู้หญิง

นอกจากนี้เวคบอร์ดก็เฉกเช่นการเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องฝึกฝนก่อน เริ่มต้นจากการเล่นนีบอร์ค เพื่อฝึกทักษะพื้นฐาน เช่น การทรงตัว การเข้าโค้ง แรงดึงของสายเคเบิ้ล หลังจากนั้นจึงเลื่อนไปสู่การใช้เวคบอร์ด ที่ต้องยืนทรงตัวก่อนนำไปสู่ท่วงท่าและลีลาผาดโผนรูปแบบต่างๆ ยังดีเลิศขนาดไหนก็ขึ้นกับความพยายามในการฝึกฝน

อุปกรณ์ป้องกันในการเล่นพื้นฐานสำคัญที่ต้องใช้สวมใส่ยามที่ลงเล่นทุกครั้งก็เป็นหมวกกันน็อกกันกระแทกยามเกิดอุบัติเหตุ เสื้อชูชีพยามที่ตกน้ำ นอกจากนี้ก็อาจมีถุงมือ สนับศอก สนับเข่า

สำหรับสถานที่ให้บริการหรือสนามฝึกเล่นเวคบอร์ดก็มีให้เลือกอยู่หลายแห่ง กระจายอยู่ทั่วไปตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ในบ้านเรา ขอให้ใจกล้าพอที่ก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ

MMA บทสรุปของศิลปะป้องกันตัวมือเปล่าแห่งยุค

ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปะป้องกันตัว ในอดีตผู้คนโดยส่วนใหญ่มักเลี่ยงที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้กัน จึงทำให้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มเล็ก ๆ ทว่าทุกวันนี้โลกศิลปะป้องกันตัวได้เปิดกว้างให้ผู้คนได้เข้าไปเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองในการป้องกันตัวยามที่มีภัยอันไม่คาดฝันมาถึงจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อร่างกายและทรัพย์สิน หลายคนจึงตัดสินใจหันหน้าเข้ายิมเพื่อเรียนรู้ศิลปะประเภทนี้ติดตัวไว้ ไม่เพียงเท่านั้นยังถือเป็นกีฬาที่สามารถออกกำลังกายดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันการฝึกฝนก็ไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว ส่วนใครที่ต้องการลงสังเวียนแน่นอนว่ามันย่อมแลกกับการเจ็บตัวอยู่บ้างเป็นธรรมดา

MMA ทางเลือกใหม่ของการเรียนศิลปะป้องกันตัวที่มาแรง

MMA คืออีกทางเลือกของผู้คิดจะเรียนรู้ทักษะศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่า ที่ผสมผสานศิลปะป้องกันตัวหลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน มันจึงได้ชื่อว่า “ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน” หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Mixed martial art” แต่ส่วนใหญ่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “MMA” ศิลปะแขนงต่าง ๆ เหล่านั้นอันได้แก่ มวยไทย มวยจีน มวยสากล มวยปล้ำ คาราเต้ ยูโด แซมโบ กังฟู บราซิลเลี่ยนยูยิสสู เป็นต้น มาผนวกรวมเข้าด้วยกันและพลิกแพลงนำออกมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หรือหากให้เห็นภาพกันชัด ๆ ของ MMA จะแบ่งแยกออกได้เป็น 3 ส่วน คือหากใช้ท่ายืนต่อยก็จะใช้มวยไทย มวยสากล คาราเต้ เทควันโด้ มวยจีน แต่หากต้องจับทุ่มก็ต้องหันมาใช้มวยปล้ำ ยูโด แซมโบ้ ลงไปจนกระทั้งลงพื้นท่านอนก็สามารถต่อสู้ได้กับบราซิลเลี่ยนยูยิตสู ยูโด มวยปล้ำแบบหักล็อค

สังเวียนการแข่งขันของโลก MMA

อย่างไรก็ตามหากคิดจะลงสังเวียนการแข่งขัน MMA ก็สามารถทำได้ ภายใต้รายละเอียดกฎกติกาข้อห้ามที่เห็นว่าอันตรายต่อการฝึกซ้อมและคู่สู้ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรายการและองค์กรจัดการแข่งขันนั้น เช่น การกระทืบ โน้มจับคอตีเข่า ฟันศอก เป็นต้น ส่วนรูปแบบสังเวียนแต่ละรายการก็จะแต่งต่างกันไป บ้างก็เป็นกรง บ้างก็คล้ายเวทีมวย แต่ที่ได้รับความนิยมจะเป็นกรง 8 เหลี่ยม และกรงวงกลม จนเป็นที่มาคำเรียกการต่อสู้ประเภทนี้อีกชื่อว่า “มวยกรง”

สำหรับผลการตัดสินแพ้ชนะก็จะขึ้นกับองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ การชนะคะแนนหลังจากชกกันครบยกตามที่กำหนด ซึ่งหากเป็นการแข่งขันทั่วไปจะมี 3 ยก แต่หากเป็นการแข่งขันไฟล์ชิงแชมป์หรือไฟล์นัดพิเศษจะแบ่งเป็น 5 ยก ส่วนผลการตัดสินผลแพ้ชนะจะประกอบไปด้วยการชนะน็อคเอาท์คู่ต่อสู้หรือคู่ต่อสู้ไม่สามารถแข่งขันต่อได้ และการทำให้คู่ต่อสู้เอ่ยปากยอมแพ้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่นักสู้จะใช้ท่าล็อคคู่ต่อสู้ส่งผลให้อีกฝ่ายเจ็บปวดจนทนไม่ได้ นอกจากนี้แล้วกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวทีก็สามารถสั่งยุติการแข่งขันได้ ถ้าเห็นสมควรว่าอันตรายไร้สมรรถภาพในการตอบโต้หรือป้องกันตัว

ส่วนผู้สนใจใคร่ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าแขนงนี้ในบ้านเราก็มีสำนัก ยิม และค่าย ที่เปิดสอนอยู่หลายแห่ง ไม่เพียงเท่านั้นก็ยังมีสังเวียนการต่อสู้วนเวียนเข้ามาเปิดการแข่งขันอยู่ด้วยเช่นกัน มีเหล่าบุรุษและสตรีสัญชาติไทยหลายท่านที่เคยขึ้นสังเวียนประลองสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาแล้วมากมาย ไปจนถึงคว้าเข็มขัดแชมป์เปี้ยนในบางรุ่นด้วย  

อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่อาจมองว่า MMA นั้นจะเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ไร้ข้อจำกัดและกฎกติกา โหดร้าย ป่าเถื่อน ทว่าในการต่อสู้จริงเพื่อเอาชีวิตรอดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ และแรงขับเคลื่อนของสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ศิลปะป้องตัวเป็นเพียงแค่การฝึกฝนเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองเท่านั้น

Paragliding ร่มร่อนเหิรเวหา อิสระสำหรับคนกล้า

ความทะเยอทะยานของมนุษย์ที่อยากบินดั่งนก เป็นแรงบันดาลใจให้มีการพัฒนาอากาศยานหลากหลายชนิดขึ้น จวบจนสามารถก้าวข้ามฟากฟ้าสู่ยานขนส่งอวกาศในยุคสมัยนี้ อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิวัฒนาการการบินที่ก้าวไปไกลลิบ แต่ยังมีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังคงฝันที่บินได้อยากจะบินได้อิสระเสรีอย่างแท้ดั่งนกบิน โดยไร้กรอบเกราะใดใดมาขวางกั้นเรือนกายกับสายลมที่วิ่งมาปะทะได้ จากแรงบันดาลใจนี้จึงก่อเกิดกิจกรรมอากาศยานขนาดเบาขึ้นมากมายหลายรูปแบบให้เราได้สัมผัสความรู้สึกนั้น หนึ่งในกิจกรรมกีฬาเหล่านั้นรวมถึง “ร่มร่อน” หรือ “พาราไกลด์ดิ้ง” (Paragliding)

พาราไกลด์ดิ้ง บินได้อย่างไร?

การเหิรบินได้ของพาราไกลด์ดิ้ง เริ่มจากการออกตัวหรือเทคออฟ ซึ่งหากมีสายลมแรงพอมาทำให้อากาศไหลผ่านปีกเพื่อสร้างแรงยกตัวขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องออกวิ่ง แต่ถ้าไม่มีก็จำต้องออกแรงวิ่งส่งแทน อย่างไรก็ตามหากความเร็วยังไม่พอสร้างแรงยกถึงแม้จะวิ่งไปจนสุดปลายเนินกระโดดแล้วก็ตาม ห้วงยามที่หลุดจากเนินร่วงลงจะมีพลังขับเคลื่อนอีกรูปแบบมาคอยทำหน้าที่แทน อันเกิดจากแรงดึงดูดของโลกกระทำต่อปีกทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ ส่วนปัจจัยต่อมาที่จะทำให้ร่มลอยสูงขึ้นไปได้มากแค่ไหนก็ขึ้นกับมวลอากาศร้อนหรือลมร้อนที่เรียกกันว่า “เทอร์มอล” และกระแสลมที่เคลื่อนที่ปะทะสิ่งกีดขวาง เช่น แนวสันเขาแล้วพัดขึ้น มวลอากาศจะส่งให้ร่มยกตัวขึ้นล่องลอยไปเรื่อย ๆ ตามสภาพความลาดเอียงของภูเขา จวบจนพ้นระดับยอดภูเขาไปลมยกก็จะอ่อนลง ดังนั้นในการบินให้ได้ระยะทางไกล ๆ จึงต้องอาศัยการเกาะลมร้อนเพื่อไต่ระดับความสูงแล้วร่อนไปข้างหน้าจนไปเจอลมร้อนอีกจุดที่ลอยตัวขึ้นมา หาไม่แล้วร่มจะถึงลดระดับลงเรื่อย ๆ  

บิน บิน บิน บินไปเมื่อยังคงมีสายลม

 พาราไกลด์ดิ้ง จึงถือเป็นอากาศยานที่ได้มีความซับซ้อนมากมายอาศัยเพียงปีกหรือร่มรูปทรงลิ่มอากาศยาวรี ที่เป็นผ้าสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่ลมไม่สามารถทะลุผ่านได้ สองข้างร้อยโยงกับเส้นเชือกประกอบไปด้วยสายพยุงและสายเบรกที่มีความเหนียวแข็งแรงเส้นใยผลิตจากเคฟล่าหุ้มด้วยเส้นใยโพลีเอสเตอร์ร้อยโยงกับชุดที่นั่ง (Harness) ของนักบินที่ออกแบบมาให้มีอุปกรณ์ป้องกันการกระแทกที่ก้นในด้านหลังและด้านข้างคล้ายโฟมหนา ๆ รุ่นใหม่ ๆ จะมีแอร์แบ็ค โดยชุดที่นั่งจะอยู่ในลักษณะแขวน มีหลายแบบให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมทั้งแบบเดี่ยว แบบคู่ และเพื่อการแข่งที่มีลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนช่วยลดแรงต้านของลม นอกจากนี้ก็จะเป็นอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค ถุงมือ รองเท้าหุ้มข้อ แว่นตา ร่มสำรอง และเครื่องไม้เครื่องมือประกอบการบินเช่น เครื่องวัดความสูง วัดการร่วงหล่น วัดความเร็วลม GPS ถุงลมบอกทางลม ตลอดจนอุปกรณ์ยังชีพยามที่ร่วงในพื้นที่ห่างไกล

เมื่ออุปกรณ์พร้อมก็ใช่ว่าจะบินได้หากไม่ผ่านการเรียนฝึกฝนจนชำนิชำนาญจากครูฝึกเสียก่อน อาทิ ในเรื่องอากาศพลศาสตร์ การใช้อุปกรณ์ จากนั้นจึงไปสู่การฝึกภาคพื้นดินในการควบคุมร่ม ส่วนการขึ้นบินแรกเริ่มฝึกบนเนินเตี้ย ๆ จนสามารถขึ้นลงในระยะทางสั้น ๆ ได้ก่อนที่ครูฝึกจะนำขึ้นบินแบบคู่หรือ แทนเด้ม (Tandam) จนสามารถควบคุมปัจจัยในการบินได้ เมื่อครูฝึกมั่นใจก็จะปล่อยให้บินเดียวได้ ถึงกระนั้นนักบินก็จะต้องพกวิทยุสื่อสารเพื่อติดต่อรายงานกับครูฝึกที่อยู่เบื้องล่าง ครั้นมาถึงจุดนี้แหละถึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักบินเต็มตัว สมมาตรปรารถนาในการสัมผัสความรู้สึกความอิสระดั่งนกโผบินอย่างแท้จริง

“ไคท์บอร์ดดิ้ง” ร่มร่อนโล้คลื่นเหนือผืนน้ำ

หากถามว่าเบื่อไหมกับการนั่ง ๆ นอน ๆ และเล่นน้ำยามที่เราออกไปท่องเที่ยวทางทะเล กิจกรรมที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะซ้ำ ๆ ซาก ๆ เสียนี่กระไร เชื่อเหลือเกินว่าบรรดาผู้คลั่งไคล้กีฬาเอ็กซ์ตรีมร้อยทั้งร้อยต้องตอบว่า เบื่ออย่างแน่นอน อย่างนั้นจะช้าอยู่ใย มองไปที่ชายหาดทอดยาวและลองสังเกตท้องฟ้าบริเวณนั้น หากพบเห็นว่าวรูปทรงแปลกทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยวก็ให้ตรงดิ่งไปหาต้นตอ แล้วจะพบว่านั้นล่ะคือความท้าทายอีกรูปแบบสำหรับผู้หลงใหลกิจกรรมกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่รอให้คุณได้ไปสัมผัส กิจกรรมดังกล่าวคือ“ไคท์บอร์ดดิ้ง” หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า“ไคท์เซิร์ฟวิ่ง”

ไคท์บอร์ดดิ้ง กีฬาอะไร…?

ไคท์บอร์ดดิ้ง (Kiteboarding) หรือไคท์เซิร์ฟ (Kitesurf) เป็นกีฬาทางน้ำรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมตามพื้นที่ที่มีแนวชายหาด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะต้องการอาศัยแรงลมในการขับเคลื่อน ชื่อมันในภาษาอังกฤษก็ค่อนข้างบ่งบอกได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นว่าว (Kite) และกระดานโต้คลื่น (Board) อันเป็นอุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้การเล่นผสมผสานทักษะกีฬาหลายชนิดเข้าด้วยกัน อันได้แก่ เวกบอร์ด (Wakeboarding), วินเซิร์ฟ (Windsurfing), เซิร์ฟ (Surfing), พาราไกด์ดิ่ง (Paragliding) และยิมนาสติก (Gymnastics)

ส่วนวิธีการเล่นวิธีเล่นนั้นผู้เล่นจะต้องขึ้นไปยืนบนบอร์ดสวมเท้า สวมเข็มขัดสำหรับยึดกับว่าวขนาดใหญ่รูปทรงพระจันทร์เสี้ยว มือจับบาร์ที่คอยควบคุมว่าวให้กินลมเพื่อลากผู้เล่นที่ยืนอยู่บนบอร์ดเหนือน้ำให้เคลื่อนที่ไปบนน้ำ ฟังดูเหมือนเรื่องง่าย ๆ แต่หากไม่ได้รับการอบรมก็ยากที่จะลงไปเล่นได้

ทำอย่างไรถึงจะเล่นกับเขาได้บ้าง ?

มีคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้คือผู้เล่นจำเป็นต้องไปเรียนรู้เข้าคอร์สฝึกอบรมการเล่นจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เริ่มตั้งแต่การหัดบังคับควบคุมตัวว่าวบนชายหาด เรียนรู้ถึงทิศทางลมเพื่อให้ว่าวไปตามจุดหมายที่ต้องการให้ได้เสียก่อน เมื่อผู้เล่นสามารถรับรู้น้ำหนักแรงดึงว่าวที่กินลมรวมถึงการบังคับทิศทางแล้วจึงลงไปฝึกบังคับว่าวในน้ำให้รับรู้กับแรงฉุดกระชากของว่าวยามต้องลมรวมถึงแรงปะทะของน้ำ ก่อนจะขึ้นฝึกยืนบนบอร์ดที่ต้องผสมผสานเทคนิคการบังคับว่าวและการทรงตัวบนบอร์ดเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนจนชำนิชำนาญพอให้ว่าวได้โต้ลมนำพาผู้เล่นเคลื่อนที่ไปยังจุดหมายตามที่ตั้งใจให้ได้เสียก่อนจึงค่อยไปสู่การเล่นท่าผาดโผนโจนทะยานโต้เกลียวคลื่น

จุดหมายของเล่นไคท์บอร์ดดิ้ง

บอกตามตรงว่าคนไทยนั้นมีความโชคดีมาก ๆ ที่เกิดอยู่ในภูมิภาคที่สามารถเล่นไคท์บอร์ดดิ้งได้เกือบตลอดทั้งปี จะว่างเว้นไปบ้างในบ้างช่วงด้วยกีฬาประเภทนี้ต้องอาศัยลมมาเป็นตัวขับเคลื่อน อีกทั้งไม่ต้องตะลอนไปไหนไกล แค่วันหยุดสุดสัปดาห์ก็สามารถออกไปท้าสายลมและเกลียวคลื่นกันได้แถวชายทะเลหัวหิน ปราณบุรี ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ครั้นย่างเข้ามิถุนายน-ตุลาคม ลงไปไกลสักนิดแถบทะเลจังหวัดชุมพร สุดท้ายช่วงปลายปีพฤศจิกายน-ธันวาคม วกข้ามฝากมาใกล้ ๆ ย่านชายหาดพัทยา

สุดยอดกีฬา สุดยอดของการเดิมพัน

เป็นที่น่ายินดีของผู้ที่ชื่นชอบกีฬาชนิดนี้แต่ไม่สามารถลงเล่นเองได้ เพราะวันนี้คุณสามารถเพิ่มความสนุกในการรับชมได้อีกเท่าตัว โดยการเดิมพันผ่านช่องทางเว็บไซต์กีฬา ที่เปิดโอกาสให้คุณได้เลือกวางเดิมพันทั้งกับกีฬาชนิดนี้ และกีฬายอดนิยมหรือกีฬาแปลก ๆ ทั่วโลก ด้วยจำนวนเงินเพียงเล็กน้อย ก็ร่วมสนุกได้แล้ว

อย่างไรก็ตามแม้ว่ากีฬาไคท์บอร์ดดิ้งจะสามารถเล่นได้ทุกชายหาดที่มีลมแรง ซึ่งบ้านเรามีอยู่มากมายหลายแห่ง แต่ใคร่ขอเตือนว่า ต่อให้คุณมีเงินมีทองไปซื้ออุปกรณ์ดี ๆ มาใช้ ก็อย่าคิดไปเล่นเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำหรือไม่ผ่านการเรียนหรืออบรมมาก่อนโดยเด็ดขาด พลาดพลั้งอาจทำให้บาดเจ็บได้

Parkour ถึง Free Running ศาสตร์และศิลปะของการเคลื่อนที่

การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งของมนุษย์โดยลำพังไร้ซึ่งอุปกรณ์ช่วยเหลือใดใดได้เร็วที่สุดแล้วคงหนีไม่พ้นการวิ่ง กระนั้นวิธีการดังกล่าวก็มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคจากสภาพแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทหนึ่งที่ผู้เล่นสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องดังกล่าวได้ ไม่เพียงเท่านั้นมันได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักความท้าทาย นั้นคือ “ปาร์กัวร์” (Parkour) หรือที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อว่า “ฟรีรันนิ่ง” (Free Running) ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงกีฬา 2 ประเภทนี้มีความเหมือนและแตกต่างกันอยู่

ปาร์กัวร์ ฟรีรันนิ่ง ความเหมือนที่แตกต่าง

ปากัวร์ มีจุดเริ่มต้นในฝรั่งเศส จุดประสงค์เริ่มแรกไม่ใช้เพื่อการแข่งขันใดใด แต่เป็นการฝึกเคลื่อนย้ายตัวเองก้าวข้ามอุปสรรคสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทักษะต่าง ๆ  ที่นำมาใช้จะเป็นการกระโดด การปีน หรือท่าทางพิเศษอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นการฝึกและเล่นกันในย่านชุมชน เช่น อาคาร บ้านเรือน ตึกสูง เมื่อฝึกจนชำนาญจะส่งผลให้เกิดความอดทนจากร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นไม่ต่างจากการออกกำลังกายในยิมจนสามารถควบคุมร่างกายรวมถึงสมาธิให้เกิดความสมดุลของท่วงท่า ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหลผนวกความคิดอันสร้างสรรค์ในการข้ามอุปสรรคที่ขวางกั้นได้อย่างแม่นยำและมีสติ ส่วนประสิทธิผลในการวัดทักษะความสามารถคือความเร็วในการไปถึงจุดหมายหรือเส้นชัย  

ส่วนฟรีรันนิ่งนั้นถือเป็นการวิวัฒน์มาจากปาร์กัวร์ ให้มีการเคลื่อนไหวในท่วงท่าที่สวยงามอันมาจากความคิดสร้างสรรค์ที่จะผ่านข้ามอุปสรรค สังเกตง่าย ๆ จะพบว่ามักจะใช้การตีลังกาอยู่บ่อยครั้งด้วยท่าที่สวยงามตื่นตามากกว่าประสิทธิผลในการข้ามอุปสรรคด้วยวิธีที่เรียบง่าย หรือพูดให้เข้าใจคือง่าย ๆ ไม่ทำทุกอย่างต้องโชว์ลีลากันสักหน่อย เช่นแทนที่จะกระโดดลงมาจากที่สูงลงสู่พื้นกลับใช้การกระโดดตีลังกาลงมาแทน หรือวิ่งธรรมดา ๆ บนกำแพงมันเรียบง่ายเกินไปต้องตีลังกาไปด้วย จึงไม่ต่างจากท่วงท่าของเหล่าสตั๊นท์แมนภาพยนตร์แอ็คชั่นยุคหนึ่งที่ต้องรับแอ็คเสียจนเกินเลยความ อย่างไรก็ตามสำหรับฟรีรันนิ่งแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยแต่หมายถึงการเรียกเรทติ้งจากคนดูและคะแนนยามลงสังเวียน นอกจากนี้ความต่างอีกสิ่งหนึ่งคือใช้พื้นที่ในการเล่นค่อนข้างน้อยหรือจำกัดด้วย ต้องคำนึงในเรื่องความปลอดภัยในเพื่อการโชว์ลีลาท่าทางได้อย่างเต็มที่ไปพร้อมกับประยุกต์พื้นที่เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ประกอบกับความสามารถและความสมดุลเพื่อให้ได้ท่วงท่าที่งดงามน่าประทับใจ

ด้วยรายละเอียดดังกล่าวจึงทำให้ฟรีรันนิ่งได้รับความนิยมในวงกว้างกว่าปาร์กัวร์ ที่ค่อนข้างอยู่ในแวดวงหรือกลุ่มที่แคบกว่า สรุปกันง่ายก็เหมือนงานสารคดีที่นำเสนอความจริงกับภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องจินตนาการที่ต่อเติมเสริมแต่งเพื่อสนองผู้ชม  

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นปาร์กัวร์หรือฟรีรันนิ่ง ก็ล้วนแล้วต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะอย่างหนักหน่วงไม่ต่างจากกีฬาประเภทอื่น ๆ ซึ่งกว่าจะเล่นได้ก็ต้องมีเจ็บเนื้อเจ็บตัวบ้าง สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายเพราะเมื่อใดที่สามารถทำท่ายากเสี่ยง ๆ ได้ ผลที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่เหรียญรางวัลหรือคำชม แต่มันคือหัวใจที่พองโตกับความปลื้มใจของตัวเอง

“มอเตอร์ไซค์วิบาก” วงล้อที่หวนคืน

มอเตอร์ไซค์วิบาก หรือโมโตครอส (Motocross) บ้างก็เรียกกันย่อ ๆ MX หรือ Moto X เป็นกิจกรรมกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ได้รับความนิยมมาอย่างเนิ่นนาน แม้กระทั้งในบ้านเราหลายสิบปีก่อนถือว่ามีความรุ่งเรืองมาก แต่ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงในตลาดมอเตอร์ไซค์ และสภาพถนนหนทางในบ้านเราที่ดีขึ้นมันก็เข้าสู่ห้วงยามแห่งความเงียบมาเนิ่นนาน ตรงกันข้ามกับในต่างประเทศที่ความแรงของมันก็ยังไม่เสื่อมลง จวบจนมาถึงปัจจุบัน ค่ายรถจักรยานยนต์หลายค่ายได้เริ่มทยอยส่งรถประเภทนี้เข้าสู่ตลาดอีกครั้งเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักบิดรุ่นใหม่ โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่พิกัด 150 ซีซี. ขึ้นไป มันจึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะหันมาเริ่มทำความรู้จักกับกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทนี้กันอีกครั้ง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สายพันธุ์ลุยในแนวเอ็กซ์ตรีม

โลกของมอเตอร์ไซค์วิบาก

สำหรับโลกของมอเตอร์ไซค์วิบากในปัจจุบันสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ประกอบด้วย โมโตครอส, เอ็นดูโร่ (Enduro) และโมตาร์ด (Motard) โดยคุณสมบัติของมอเตอร์ไซค์ทั้ง 3 แบบแม้จะเป็นโมเดลเดียวกัน แต่เมื่อนำมาปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ ตกแต่งรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ แล้วก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันออกไปในทันที ที่เห็นเด่นชัดคือสมรรถนะในการขับขี่

โมโตครอส รูปทรงจะเพรียวบางกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่แข็งแรง ด้วยเกิดจากจุดประสงค์เพื่อใช้ในการแข่งขันในสนามวิบาก อุปกรณ์ส่วนควบที่ไม่จำเป็นจะถูกตัดทิ้งออกไปเพื่อลดน้ำหนักตัวรถให้มีความคล่องแคล่ว เช่น ไฟส่องสว่าง สัญญาณไฟ แผงหน้าปัดเรือนไมล์ ขณะเดียวกันก็ใช้ยางขนาดใหญ่และร่องดอกที่ลึกเป็นปุ่ม ๆ ไว้สำหรับการตะกุยแทรคที่เป็นดิน โคลน ทรายได้ดี ทำให้เหมาะต่อการวิ่งในเส้นทางทุรกันดารและสนามแข่ง

โมตาร์ด ถือเป็นรูปแบบจักรยานยนต์ลูกผสม คือ รูปทรงมอเตอร์ไซค์วิบากแต่วิ่งใช้งานในทางเรียบเป็นหลัก ยางที่ใช้จึงเป็นยางที่ใช้กับมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ แต่ก็ยังคงความแข็งแรงของระบบช่วงล่างของวิบากอยู่ และด้วยต้องใช้งานในทางเรียบอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ จึงต้องมีตามข้อกฎหมายกำหนด จุดเด่นเมื่อสามารถวิ่งบนทางสัญจรปกติได้จึงนิยมขับขี่เพื่อการเดินทางหรือท่องเที่ยวได้ในระยะทางไกล ตลอดจนสภาพเส้นทางที่หลากหลายกว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วไป

เอ็นดูโร่ จัดเป็นรถมอเตอร์ไซค์วิบากที่ก้ำกึ่ง ขับบนท้องถนนทั่วไปได้หรือลุยทางวิบากทุรกันดารก็ดีในระดับหนึ่ง ด้วยออกแบบผสมผสานระหว่างสองสายพันธุ์ก่อนหน้าเข้าด้วยกัน อุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ มีครบตามกฎหมาย ดอกยางเป็นปุ่มแต่ร่องจะลึกน้อยกว่าดอกยางโมโตครอส จัดอยู่ในประเภทยางออลเทอร์เรน (All-Terrain)

พิกัดขนาดไหนจึงจะเหมาะสม

มาดูกันที่ขุมพลังกำลังของเครื่องยนต์กันบ้าง ในบ้านเราอาจจะมีทางเลือกที่ค่อนข้างน้อยคือเริ่มต้นตั้งแต่ 150 ซีซี. ไปจนถึง 250 ซีซี. เท่านั้น แต่ถ้าต้องการมากกว่านี้ก็มีข้ามไปเล่นแนวทัวร์ริ่งแอคเวนเจอร์ แต่สิ่งที่ได้เพิ่มนอกจากราคาที่สูงแล้ว มันก็มาพร้อมน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้นตามขนาดซีซี. ซึ่งหากมาลุยทางวิบากทุรกันดารเช่น สภาพภูมิประเทศในบ้านเราถือเป็นความลำบากอย่างแท้จริง แนวนั้นจึงเหมาะกับทางเรียบมากกว่า ลำพังพิกัดแค่ไม่เกิน 250 ซีซี. นับว่าเหมาะสมเพียงพอแล้ว

อุปกรณ์ความปลอดภัยนับเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการขับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก ที่สำคัญได้แก่ หมวกกันน็อค ควรเป็นหมวกปิดคาง, รองเท้าบูทวิบาก, การ์ดเข่า, ถุงมือ และเกราะอก เพียงแค่นี้ก็ลุยกันได้แล้ว อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เหล่านี้ควรเลือกสรรเฉพาะสำหรับมอเตอร์ไซค์วิบากเท่านั้น

อย่างไรก็ตามแม้จะมีใจรักมอเตอร์ไซค์วิบากเพียงหากไม่มีพื้นฐานในการขับขี่รถประเภทนี้ก็ควรไปฝึกฝนเรียนรู้พื้นฐานเสียก่อน ซึ่งค่ายรถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่จะมีคอร์สอบรมให้ พร้อมเมื่อไรจึงค่อยออกทริปไปบิดฝ่าทางฝุ่น ลุยทางโคลนกันได้เลย ซึ่งทางเลือกในบ้านเราก็มีอยู่มากมายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ถ้าหากอย่างลงบิดประลองในสนามก็ควรไปฝึกฝนกันเสียก่อนดีกว่า

ล่องแก่ง ท้าความกล้ากลางสายน้ำเดือด

เมื่อเข้าสู่หน้าฝนของทุกปี สายน้ำที่เคยไหลอย่างอ้อยอิ่งเริ่มทวีความเชี่ยวกราด และยิ่งสายน้ำใดเต็มไปด้วยแก่งหินจะก่อเกิดคลื่นน้ำสีขาวแตกกระจายตัวอยู่ทั่วลำน้ำ จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่า “White Water” นั้นละคือสิ่งที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งต่างเฝ้ารอ เพราะมันหมายถึงห้วงเวลาของความท้าทายสายน้ำได้เริ่มขึ้นแล้วกับกีฬา “ล่องแก่ง” หรือ White Water Rafting

“ล่องแก่ง ใครก็ล่องได้” หลายคนอาจซักค้าน ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะคำว่าล่องแก่ง อาจมีนิยามที่ค่อนข้างกว้าง ผู้คนส่วนจึงเหมารวมการล่องเรือยางชิว ๆ ชมธรรมชาติ ด้วยเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมที่สุด แทบทุกสายน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวต่างล้วนมีกิจกรรมนี้ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวแทบทุกแห่ง แต่สำหรับผู้รักความท้าทายแบบสุดขั้ว รูปแบบดังกล่าวยังไม่พอเพียงสนองให้ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนได้

แบบไหนละถึงจะเรียกว่า “สุดขั้ว” ในรูปแบบ White Water Rafting?  

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเกมส์กีฬาล่องแก่งนั้นถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความยากง่ายของสายน้ำด้วยกัน 6 ระดับ เริ่มตั้งแต่ ระดับ 1 ซึ่งถือว่าง่ายที่สุด ใคร ๆ ก็ล่องได้ น้ำไหลเอื่อย ๆ มีแก่งเล็ก ๆ อยู่บ้าง ระดับ 2 ขั้นธรรมดาที่นักท้าสายน้ำต้องมีทักษะสมควร ด้วยกระแสน้ำจะไหลแรงขึ้น ยามที่มันปะทะกับโขดแก่งหินจะเกิดฟองคลื่นเล็ก ๆ ระดับ 3 อยู่ในขั้นปานกลาง ซึ่งเริ่มเข้าข่ายที่จะประมาทไม่ได้ นักล่องแก่งจึงต้องมีทักษะในการพายและพร้อมรับฟังคำสั่งรวมถึงปฏิบัติตามลีดเดอร์ที่ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่นายท้ายควบคุมบังคับทิศทาง อุปกรณ์นิรภัยก็ต้องครบ กระแสน้ำทวีความเร็วและแรง สังเกตได้ยามปะทะแก่งหินเกิดลูกคลื่นแตกตัวเป็นฟองขาวนั้นล่ะคือ White Water ที่เรียกขานกัน ไม่เพียงเท่านั้นในบางช่วงจะมีกระแสน้ำหมุนวน ครั้นขึ้นมาถึงระดับ 4 เข้าเกณฑ์ที่เรียกได้ว่ายาก ห้ามประมาท ด้วยสายน้ำไหลเร็วและแรง บวกกับปริมาณน้ำที่มากครั้นเมื่อปะทะแก่งก็จะแยกแตกตัวออกเป็นหลายสาย ก่อเกิดกระแสน้ำที่ปั่นป่วนรุนแรง ไม่เพียงเท่านั้นบางจุดสายน้ำจะทิ้งตัวลงจากแก่งหินที่ขวางทางน้ำลงไปประมาณ 1 เมตรเบื้องล่างใต้น้ำมีโขดหินเกิดเป็นกระแสน้ำวนที่สามารถดูดเรือให้หมุนวนอยู่ที่ และอาจส่งให้เรือพลิกคว่ำได้ ส่วนระดับ 5 ขั้นยากมาก ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด ทุกปัจจัยในระดับ 4 มีอยู่ครบเครื่อง แต่ทุกอุปสรรคกลับมีสเกลที่ใหญ่ขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งกระแสน้ำ แก่งหินขนาดใหญ่ และการลดระดับของสายน้ำถึงขนาดที่เรียกว่าน้ำตกย่อม ๆ สูง 1-2 เมตร อยู่เป็นระยะ ๆ และที่น่ากังวลที่สุดคือกระแสน้ำวนที่รุนแรง ระดับ 5 นี้ทุกคนในทีมจึงต้องเขี้ยวกันพอสมควรทั้งด้านเทคนิคและประสบการณ์ และมาถึงขั้นสูงสุดคือระดับ 6 อันตราย บอกได้คำเดียวว่า “พอเถอะ” ไม่ควรล่อง อาจต้องยกเว้นไว้สำหรับสาวกเอ็กซ์ตรีมที่ชอบเสี่ยงตายเท่านั้น

ที่สุดของความท้าทายเหนือสายน้ำเมืองไทย

มาถึงบทสรุปของปลายทางความท้าทายเหนือสายน้ำในบ้านเรา ซึ่งคำตอบนั้นนับเป็นความโชคดีที่เมืองไทยมีอยู่เกือบทุกภูมิภาค ความยากง่ายแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล แต่หากลงลึกถึงแก่นของความสุดขั้วก็ต้องผันหน้าขึ้นเหนือไปยัง “ลำน้ำว้า” แห่งเมืองน่านที่มีระดับความยากง่ายตั้งแต่ 3 ไปจนถึง 5 กันเลยทีเดียวโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รับรองว่าได้พบกับสายน้ำเดือดหรือ White Water อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นการล่องแก่งสายน้ำแห่งนี้ก็มีให้เลือกทั้งระยะสั้น 3 ชั่วโมงไปจนถึง 3 วันเต็ม

ใกล้ลงมาสักหน่อยก็ที่ “ลำน้ำเข็ก” เมืองพิษณุโลก ฤดูฝนก็มีความดุดันของสายน้ำไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในบางเดือนดีกรีทะลุถึงระดับ 5 กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มี “แม่น้ำปาย” “สายน้ำแม่แตง” และใกล้ ๆ ได้ความรู้สึกไม่แพ้กันคือ “แก่งหินเพิง” จังหวัดปราจีนบุรี

ดังนั้นครั้นเมื่อหน้าฝนมาเยือน จงรับรู้เถอะว่าห้วงเวลาและโอกาสของการท้าสายน้ำเดือดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากตั้งใจอย่ารอช้าหรือคิดหลบฝน รวมก๊วนกันออกไปตะลุยสายน้ำที่แต่ละปีมีเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นที่คุณจะได้พบเจอประสบการณ์ความท้าทายที่ยากจะลืม

“เทรลรันนิ่ง” วิ่งท่องธรรมชาติและชีวิต

ความร้อนแรงของกีฬาวิ่งระยะไกลหรือมาราธอนในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าได้สร้างกระแสความตื่นตัวไปทั่วทั้งประเทศ ดังจะเห็นได้จากรายการแข่งขันที่มีให้เลือกลงกันทุกอาทิตย์กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของไทย สิ่งนี้คือคำตอบได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของกีฬาวิ่งมาราธอน ก็ได้ปรากฏกีฬาวิ่งอีกรูปหนึ่งแทรกตัวขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ทว่าไม่นานนักกีฬาประเภทนี้ก็เริ่มได้รับความสนใจในหมู่นักวิ่งมาราธอน ผนวกกับผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งประเภทเดินป่าเดินเขา กีฬาวิ่งรูปแบบดังกล่าวคือ “เทรลรันนิ่ง” หรือที่เรียกกันในบ้านเราว่า “วิ่งเทรล”

เทรลรันนิ่ง คืออะไร? ทำไมจึงน่าสนใจ ?

                คำตอบนั้นไม่ได้ขึ้นกับกำลังนักวิ่งทุกคนเสมอไป ทว่าหากใครที่ชื่นชอบความท้าทาย เทรลรันนิ่งคือคำตอบ ด้วยมีรูปแบบที่พร้อมให้คุณได้ฝ่าฟันกับอุปสรรคในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่าระยะทาง 42.195 กิโลเมตรของระยะการวิ่งมาราธอน ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเส้นทางราบเรียบจะมีอุปสรรคบ้างก็ขึ้นเนินลงเนินที่เป็นทางเรียบ แต่สำหรับเทรลรันนิ่งแล้ว ระยะทางนั้นไม่แน่นอนขึ้นกับแต่ละสนาม อีกทั้งภูมิประเทศก็เต็มไปด้วยอุปสรรคนานา ทั้งขึ้นเขาลงห้วย ทางหินทางโคลนทางลูกรัง ผ่านป่าเขาลำเนาไพร ไหนจะยุงเหลือบริ้นไรที่คอยมากวนใจหากสนามไหนมีอยู่ชุกชุม สิ่งเหล่านี้คือด่านสกัดที่มีไว้คอยทดสอบร่างกายและจิตใจของเหล่านักวิ่งที่จะต้องผ่านไปให้ได้ถึงปลายทาง

หากฟัง ๆ ไปแล้วดูเหมือนว่ามันช่างเต็มไปด้วยความโหดหินเสียนี่กระไร แต่เชื่อหรือไม่ว่าการวิ่งเทรลอาจเป็นหนทางให้คุณได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริง ด้วยมันมีองค์ประกอบหลายสิ่งอย่างที่กีฬาวิ่งทั่วไปหาไม่ได้ ไหนจะเสมือนการออกไปท่องเที่ยวใช้ชีวิตกลางแจ้ง สัมผัสอากาศอันแสนบริสุทธิ์สูดลมหายใจได้อย่างชุ่มปอดโดยไม่สะดุดกับมลพิษเหมือนการวิ่งบนถนนหรือในเมืองจากเส้นทางวิ่งส่วนใหญ่ที่กำหนดให้ผ่านไปท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรอันสดชื่นเขียวขจี ทุกย่างก้าวก็ต้องเต็มไปด้วยความสงบมีสติจดจ่อกับเส้นทางที่ต้องผ่าน ด้วยภูมิประเทศไม่ได้ราบเรียบเหมือนถนนลาดยาง เผลอกายเผลอใจไปเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก็อาจพลาดพลั้งบาดเจ็บ หรืออาจหลงทางได้หากไม่สังเกตเครื่องหมายบอกทาง มันจึงไม่ต่างอะไรจากการผจญภัยที่เราไม่มีโอกาสรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเยี่ยงไรหรือต้องไปพบเจอกับสิ่งใดต่อไป การเกาะกลุ่มกันไปจึงเป็นหนทางหนึ่งของการวิ่งเทรลที่จะทำให้เราไปถึงปลายทางได้สำเร็จ แม้ว่าทุกการแข่งขันทุกคนคือคู่แข่งก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่ามิตรภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความรักสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันในกลุ่มเพื่อน ตลอดจนนักวิ่งด้วยกัน ส่วนร่างกายก็มีโอกาสได้เค้นการทำงานออกมาในทุกสัดส่วนทั้งปอด หัวใจ และกล้ามเนื้อแทบทุกส่วน จากการวิ่งขึ้นลงเนิน ไต่เขา กระโดดข้ามอุปสรรค มุดลอด ปีนป่าย ค้ำยัน เป็นต้น

การวิ่งเทรล จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาการเล่นกีฬาที่ไร้ข้อจำกัด หรือต้องการหลีกหนีจากความจำเจซ้ำซาก ประกอบกับประเทศไทยของเราก็มีภูมิประเทศที่หลากหลายให้ได้สัมผัสด้วยแล้ว จึงเชื่อเหลือเกินว่า การวิ่งเทรลหรือเทรลรันนิ่งอาจเป็นคำตอบที่คุณค้นหาอยู่ก็เป็นได้ และไม่เพียงเท่านั้นมันยังกีฬาที่สามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมการใช้ชีวิตอีกหลากหลายรูปแบบอีกด้วย