“มอเตอร์ไซค์วิบาก” วงล้อที่หวนคืน

มอเตอร์ไซค์วิบาก หรือโมโตครอส (Motocross) บ้างก็เรียกกันย่อ ๆ MX หรือ Moto X เป็นกิจกรรมกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ได้รับความนิยมมาอย่างเนิ่นนาน แม้กระทั้งในบ้านเราหลายสิบปีก่อนถือว่ามีความรุ่งเรืองมาก แต่ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงในตลาดมอเตอร์ไซค์ และสภาพถนนหนทางในบ้านเราที่ดีขึ้นมันก็เข้าสู่ห้วงยามแห่งความเงียบมาเนิ่นนาน ตรงกันข้ามกับในต่างประเทศที่ความแรงของมันก็ยังไม่เสื่อมลง จวบจนมาถึงปัจจุบัน ค่ายรถจักรยานยนต์หลายค่ายได้เริ่มทยอยส่งรถประเภทนี้เข้าสู่ตลาดอีกครั้งเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักบิดรุ่นใหม่ โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่พิกัด 150 ซีซี. ขึ้นไป มันจึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะหันมาเริ่มทำความรู้จักกับกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทนี้กันอีกครั้ง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สายพันธุ์ลุยในแนวเอ็กซ์ตรีม

โลกของมอเตอร์ไซค์วิบาก

สำหรับโลกของมอเตอร์ไซค์วิบากในปัจจุบันสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ประกอบด้วย โมโตครอส, เอ็นดูโร่ (Enduro) และโมตาร์ด (Motard) โดยคุณสมบัติของมอเตอร์ไซค์ทั้ง 3 แบบแม้จะเป็นโมเดลเดียวกัน แต่เมื่อนำมาปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ ตกแต่งรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ แล้วก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันออกไปในทันที ที่เห็นเด่นชัดคือสมรรถนะในการขับขี่

โมโตครอส รูปทรงจะเพรียวบางกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่แข็งแรง ด้วยเกิดจากจุดประสงค์เพื่อใช้ในการแข่งขันในสนามวิบาก อุปกรณ์ส่วนควบที่ไม่จำเป็นจะถูกตัดทิ้งออกไปเพื่อลดน้ำหนักตัวรถให้มีความคล่องแคล่ว เช่น ไฟส่องสว่าง สัญญาณไฟ แผงหน้าปัดเรือนไมล์ ขณะเดียวกันก็ใช้ยางขนาดใหญ่และร่องดอกที่ลึกเป็นปุ่ม ๆ ไว้สำหรับการตะกุยแทรคที่เป็นดิน โคลน ทรายได้ดี ทำให้เหมาะต่อการวิ่งในเส้นทางทุรกันดารและสนามแข่ง

โมตาร์ด ถือเป็นรูปแบบจักรยานยนต์ลูกผสม คือ รูปทรงมอเตอร์ไซค์วิบากแต่วิ่งใช้งานในทางเรียบเป็นหลัก ยางที่ใช้จึงเป็นยางที่ใช้กับมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ แต่ก็ยังคงความแข็งแรงของระบบช่วงล่างของวิบากอยู่ และด้วยต้องใช้งานในทางเรียบอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ จึงต้องมีตามข้อกฎหมายกำหนด จุดเด่นเมื่อสามารถวิ่งบนทางสัญจรปกติได้จึงนิยมขับขี่เพื่อการเดินทางหรือท่องเที่ยวได้ในระยะทางไกล ตลอดจนสภาพเส้นทางที่หลากหลายกว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วไป

เอ็นดูโร่ จัดเป็นรถมอเตอร์ไซค์วิบากที่ก้ำกึ่ง ขับบนท้องถนนทั่วไปได้หรือลุยทางวิบากทุรกันดารก็ดีในระดับหนึ่ง ด้วยออกแบบผสมผสานระหว่างสองสายพันธุ์ก่อนหน้าเข้าด้วยกัน อุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ มีครบตามกฎหมาย ดอกยางเป็นปุ่มแต่ร่องจะลึกน้อยกว่าดอกยางโมโตครอส จัดอยู่ในประเภทยางออลเทอร์เรน (All-Terrain)

พิกัดขนาดไหนจึงจะเหมาะสม

มาดูกันที่ขุมพลังกำลังของเครื่องยนต์กันบ้าง ในบ้านเราอาจจะมีทางเลือกที่ค่อนข้างน้อยคือเริ่มต้นตั้งแต่ 150 ซีซี. ไปจนถึง 250 ซีซี. เท่านั้น แต่ถ้าต้องการมากกว่านี้ก็มีข้ามไปเล่นแนวทัวร์ริ่งแอคเวนเจอร์ แต่สิ่งที่ได้เพิ่มนอกจากราคาที่สูงแล้ว มันก็มาพร้อมน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้นตามขนาดซีซี. ซึ่งหากมาลุยทางวิบากทุรกันดารเช่น สภาพภูมิประเทศในบ้านเราถือเป็นความลำบากอย่างแท้จริง แนวนั้นจึงเหมาะกับทางเรียบมากกว่า ลำพังพิกัดแค่ไม่เกิน 250 ซีซี. นับว่าเหมาะสมเพียงพอแล้ว

อุปกรณ์ความปลอดภัยนับเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการขับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก ที่สำคัญได้แก่ หมวกกันน็อค ควรเป็นหมวกปิดคาง, รองเท้าบูทวิบาก, การ์ดเข่า, ถุงมือ และเกราะอก เพียงแค่นี้ก็ลุยกันได้แล้ว อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เหล่านี้ควรเลือกสรรเฉพาะสำหรับมอเตอร์ไซค์วิบากเท่านั้น

อย่างไรก็ตามแม้จะมีใจรักมอเตอร์ไซค์วิบากเพียงหากไม่มีพื้นฐานในการขับขี่รถประเภทนี้ก็ควรไปฝึกฝนเรียนรู้พื้นฐานเสียก่อน ซึ่งค่ายรถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่จะมีคอร์สอบรมให้ พร้อมเมื่อไรจึงค่อยออกทริปไปบิดฝ่าทางฝุ่น ลุยทางโคลนกันได้เลย ซึ่งทางเลือกในบ้านเราก็มีอยู่มากมายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ถ้าหากอย่างลงบิดประลองในสนามก็ควรไปฝึกฝนกันเสียก่อนดีกว่า

ล่องแก่ง ท้าความกล้ากลางสายน้ำเดือด

เมื่อเข้าสู่หน้าฝนของทุกปี สายน้ำที่เคยไหลอย่างอ้อยอิ่งเริ่มทวีความเชี่ยวกราด และยิ่งสายน้ำใดเต็มไปด้วยแก่งหินจะก่อเกิดคลื่นน้ำสีขาวแตกกระจายตัวอยู่ทั่วลำน้ำ จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่า “White Water” นั้นละคือสิ่งที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งต่างเฝ้ารอ เพราะมันหมายถึงห้วงเวลาของความท้าทายสายน้ำได้เริ่มขึ้นแล้วกับกีฬา “ล่องแก่ง” หรือ White Water Rafting

“ล่องแก่ง ใครก็ล่องได้” หลายคนอาจซักค้าน ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะคำว่าล่องแก่ง อาจมีนิยามที่ค่อนข้างกว้าง ผู้คนส่วนจึงเหมารวมการล่องเรือยางชิว ๆ ชมธรรมชาติ ด้วยเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมที่สุด แทบทุกสายน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวต่างล้วนมีกิจกรรมนี้ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวแทบทุกแห่ง แต่สำหรับผู้รักความท้าทายแบบสุดขั้ว รูปแบบดังกล่าวยังไม่พอเพียงสนองให้ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนได้

แบบไหนละถึงจะเรียกว่า “สุดขั้ว” ในรูปแบบ White Water Rafting?  

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเกมส์กีฬาล่องแก่งนั้นถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความยากง่ายของสายน้ำด้วยกัน 6 ระดับ เริ่มตั้งแต่ ระดับ 1 ซึ่งถือว่าง่ายที่สุด ใคร ๆ ก็ล่องได้ น้ำไหลเอื่อย ๆ มีแก่งเล็ก ๆ อยู่บ้าง ระดับ 2 ขั้นธรรมดาที่นักท้าสายน้ำต้องมีทักษะสมควร ด้วยกระแสน้ำจะไหลแรงขึ้น ยามที่มันปะทะกับโขดแก่งหินจะเกิดฟองคลื่นเล็ก ๆ ระดับ 3 อยู่ในขั้นปานกลาง ซึ่งเริ่มเข้าข่ายที่จะประมาทไม่ได้ นักล่องแก่งจึงต้องมีทักษะในการพายและพร้อมรับฟังคำสั่งรวมถึงปฏิบัติตามลีดเดอร์ที่ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่นายท้ายควบคุมบังคับทิศทาง อุปกรณ์นิรภัยก็ต้องครบ กระแสน้ำทวีความเร็วและแรง สังเกตได้ยามปะทะแก่งหินเกิดลูกคลื่นแตกตัวเป็นฟองขาวนั้นล่ะคือ White Water ที่เรียกขานกัน ไม่เพียงเท่านั้นในบางช่วงจะมีกระแสน้ำหมุนวน ครั้นขึ้นมาถึงระดับ 4 เข้าเกณฑ์ที่เรียกได้ว่ายาก ห้ามประมาท ด้วยสายน้ำไหลเร็วและแรง บวกกับปริมาณน้ำที่มากครั้นเมื่อปะทะแก่งก็จะแยกแตกตัวออกเป็นหลายสาย ก่อเกิดกระแสน้ำที่ปั่นป่วนรุนแรง ไม่เพียงเท่านั้นบางจุดสายน้ำจะทิ้งตัวลงจากแก่งหินที่ขวางทางน้ำลงไปประมาณ 1 เมตรเบื้องล่างใต้น้ำมีโขดหินเกิดเป็นกระแสน้ำวนที่สามารถดูดเรือให้หมุนวนอยู่ที่ และอาจส่งให้เรือพลิกคว่ำได้ ส่วนระดับ 5 ขั้นยากมาก ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด ทุกปัจจัยในระดับ 4 มีอยู่ครบเครื่อง แต่ทุกอุปสรรคกลับมีสเกลที่ใหญ่ขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งกระแสน้ำ แก่งหินขนาดใหญ่ และการลดระดับของสายน้ำถึงขนาดที่เรียกว่าน้ำตกย่อม ๆ สูง 1-2 เมตร อยู่เป็นระยะ ๆ และที่น่ากังวลที่สุดคือกระแสน้ำวนที่รุนแรง ระดับ 5 นี้ทุกคนในทีมจึงต้องเขี้ยวกันพอสมควรทั้งด้านเทคนิคและประสบการณ์ และมาถึงขั้นสูงสุดคือระดับ 6 อันตราย บอกได้คำเดียวว่า “พอเถอะ” ไม่ควรล่อง อาจต้องยกเว้นไว้สำหรับสาวกเอ็กซ์ตรีมที่ชอบเสี่ยงตายเท่านั้น

ที่สุดของความท้าทายเหนือสายน้ำเมืองไทย

มาถึงบทสรุปของปลายทางความท้าทายเหนือสายน้ำในบ้านเรา ซึ่งคำตอบนั้นนับเป็นความโชคดีที่เมืองไทยมีอยู่เกือบทุกภูมิภาค ความยากง่ายแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล แต่หากลงลึกถึงแก่นของความสุดขั้วก็ต้องผันหน้าขึ้นเหนือไปยัง “ลำน้ำว้า” แห่งเมืองน่านที่มีระดับความยากง่ายตั้งแต่ 3 ไปจนถึง 5 กันเลยทีเดียวโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รับรองว่าได้พบกับสายน้ำเดือดหรือ White Water อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นการล่องแก่งสายน้ำแห่งนี้ก็มีให้เลือกทั้งระยะสั้น 3 ชั่วโมงไปจนถึง 3 วันเต็ม

ใกล้ลงมาสักหน่อยก็ที่ “ลำน้ำเข็ก” เมืองพิษณุโลก ฤดูฝนก็มีความดุดันของสายน้ำไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในบางเดือนดีกรีทะลุถึงระดับ 5 กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มี “แม่น้ำปาย” “สายน้ำแม่แตง” และใกล้ ๆ ได้ความรู้สึกไม่แพ้กันคือ “แก่งหินเพิง” จังหวัดปราจีนบุรี

ดังนั้นครั้นเมื่อหน้าฝนมาเยือน จงรับรู้เถอะว่าห้วงเวลาและโอกาสของการท้าสายน้ำเดือดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากตั้งใจอย่ารอช้าหรือคิดหลบฝน รวมก๊วนกันออกไปตะลุยสายน้ำที่แต่ละปีมีเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นที่คุณจะได้พบเจอประสบการณ์ความท้าทายที่ยากจะลืม

“เทรลรันนิ่ง” วิ่งท่องธรรมชาติและชีวิต

ความร้อนแรงของกีฬาวิ่งระยะไกลหรือมาราธอนในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าได้สร้างกระแสความตื่นตัวไปทั่วทั้งประเทศ ดังจะเห็นได้จากรายการแข่งขันที่มีให้เลือกลงกันทุกอาทิตย์กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของไทย สิ่งนี้คือคำตอบได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของกีฬาวิ่งมาราธอน ก็ได้ปรากฏกีฬาวิ่งอีกรูปหนึ่งแทรกตัวขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ทว่าไม่นานนักกีฬาประเภทนี้ก็เริ่มได้รับความสนใจในหมู่นักวิ่งมาราธอน ผนวกกับผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งประเภทเดินป่าเดินเขา กีฬาวิ่งรูปแบบดังกล่าวคือ “เทรลรันนิ่ง” หรือที่เรียกกันในบ้านเราว่า “วิ่งเทรล”

เทรลรันนิ่ง คืออะไร? ทำไมจึงน่าสนใจ ?

                คำตอบนั้นไม่ได้ขึ้นกับกำลังนักวิ่งทุกคนเสมอไป ทว่าหากใครที่ชื่นชอบความท้าทาย เทรลรันนิ่งคือคำตอบ ด้วยมีรูปแบบที่พร้อมให้คุณได้ฝ่าฟันกับอุปสรรคในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่าระยะทาง 42.195 กิโลเมตรของระยะการวิ่งมาราธอน ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเส้นทางราบเรียบจะมีอุปสรรคบ้างก็ขึ้นเนินลงเนินที่เป็นทางเรียบ แต่สำหรับเทรลรันนิ่งแล้ว ระยะทางนั้นไม่แน่นอนขึ้นกับแต่ละสนาม อีกทั้งภูมิประเทศก็เต็มไปด้วยอุปสรรคนานา ทั้งขึ้นเขาลงห้วย ทางหินทางโคลนทางลูกรัง ผ่านป่าเขาลำเนาไพร ไหนจะยุงเหลือบริ้นไรที่คอยมากวนใจหากสนามไหนมีอยู่ชุกชุม สิ่งเหล่านี้คือด่านสกัดที่มีไว้คอยทดสอบร่างกายและจิตใจของเหล่านักวิ่งที่จะต้องผ่านไปให้ได้ถึงปลายทาง

หากฟัง ๆ ไปแล้วดูเหมือนว่ามันช่างเต็มไปด้วยความโหดหินเสียนี่กระไร แต่เชื่อหรือไม่ว่าการวิ่งเทรลอาจเป็นหนทางให้คุณได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริง ด้วยมันมีองค์ประกอบหลายสิ่งอย่างที่กีฬาวิ่งทั่วไปหาไม่ได้ ไหนจะเสมือนการออกไปท่องเที่ยวใช้ชีวิตกลางแจ้ง สัมผัสอากาศอันแสนบริสุทธิ์สูดลมหายใจได้อย่างชุ่มปอดโดยไม่สะดุดกับมลพิษเหมือนการวิ่งบนถนนหรือในเมืองจากเส้นทางวิ่งส่วนใหญ่ที่กำหนดให้ผ่านไปท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรอันสดชื่นเขียวขจี ทุกย่างก้าวก็ต้องเต็มไปด้วยความสงบมีสติจดจ่อกับเส้นทางที่ต้องผ่าน ด้วยภูมิประเทศไม่ได้ราบเรียบเหมือนถนนลาดยาง เผลอกายเผลอใจไปเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก็อาจพลาดพลั้งบาดเจ็บ หรืออาจหลงทางได้หากไม่สังเกตเครื่องหมายบอกทาง มันจึงไม่ต่างอะไรจากการผจญภัยที่เราไม่มีโอกาสรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเยี่ยงไรหรือต้องไปพบเจอกับสิ่งใดต่อไป การเกาะกลุ่มกันไปจึงเป็นหนทางหนึ่งของการวิ่งเทรลที่จะทำให้เราไปถึงปลายทางได้สำเร็จ แม้ว่าทุกการแข่งขันทุกคนคือคู่แข่งก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่ามิตรภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความรักสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันในกลุ่มเพื่อน ตลอดจนนักวิ่งด้วยกัน ส่วนร่างกายก็มีโอกาสได้เค้นการทำงานออกมาในทุกสัดส่วนทั้งปอด หัวใจ และกล้ามเนื้อแทบทุกส่วน จากการวิ่งขึ้นลงเนิน ไต่เขา กระโดดข้ามอุปสรรค มุดลอด ปีนป่าย ค้ำยัน เป็นต้น

การวิ่งเทรล จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาการเล่นกีฬาที่ไร้ข้อจำกัด หรือต้องการหลีกหนีจากความจำเจซ้ำซาก ประกอบกับประเทศไทยของเราก็มีภูมิประเทศที่หลากหลายให้ได้สัมผัสด้วยแล้ว จึงเชื่อเหลือเกินว่า การวิ่งเทรลหรือเทรลรันนิ่งอาจเป็นคำตอบที่คุณค้นหาอยู่ก็เป็นได้ และไม่เพียงเท่านั้นมันยังกีฬาที่สามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมการใช้ชีวิตอีกหลากหลายรูปแบบอีกด้วย